ตัวอย่างโครงสร้างเงินเดือนใหม่จากค่าแรงขั้นต่ำ

Posted: มิถุนายน 24, 2011 in HR : Human Revolution, OD : Organization Designation
ป้ายกำกับ:,

บทความประจำวันนี้ขอนำเสนอผลกระทบจากนโยบายขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็น 250 บาทต่อวัน และเงินเดือนขั้นต่ำ ป.ตรี
15,000 บาท ว่ามีผลทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างไรกับโครงสร้างเงินเดือน ดังนั้น จึงขอฉายภาพตัวอย่างสมมติ
ไว้ล่วงหน้า ว่าถ้าหากค่าจ้างขั้นต่ำใหม่มีผลบังคับใช้เมื่อไหร่ หน้าตาของอัตราเงินเดือนจะเป็นอย่างไร

แต่บอกไว้ก่อนนะครับ ว่าโครงสร้างเงินเดือนที่ผมออกแบบไว้ดูเล่นนี้ ไม่ได้อ้างอิงจากการสำรวจการจ่ายค่าจ้างใน
ตลาดหรืออุตสาหกรรมใดทั้งสิ้น และไม่ได้เป็นการชี้นำ เพราะฉะนั้น องค์กรต่าง ๆ ไม่จำเป็นต้องเชื่อถือหรือลอกไปใช้
เป็นเพียงแค่ตัวเลขคร่าว ๆ โดยประมาณที่จะพอทำให้เห็นแนวโน้มในการเปลี่ยนแปลงเท่านั้น โปรดใช้ดุลยพินิจและ
วิจารณญาณในการอ่าน เพราะการจัดทำโครงสร้างเงินเดือนที่ดีคือต้องมีการประเมินค่างานแล้วจัดเกรดเป็นลำดับชั้น
แล้วเอาผลสำรวจค่าจ้างในตลาดหรืออุตสาหกรรมที่จะเปรียบเทียบมาคิดคำนวณ จึงจะนำข้อมูลมาออกแบบโครงสร้าง
เงินเดือนตามนโยบายและความสามารถในการจ่ายของบริษัท

อัตราเงินเดือน

ภาพที่ 1 – ตัวอย่างโครงสร้างเงินเดือนที่ปรับตามค่าแรงขั้นต่ำในอัตรา 250 บาท/วัน

จากภาพที่ 1 สมมติให้โครงสร้างเงินเดือนของบริษัทนี้มี 7 กระบอก วิธีคิดง่าย ๆ ก็คือ เริ่มจากเอาค่าแรงขั้นต่ำ 250
บาทต่อวันมาคิดเป็นเดือนจะได้ 250 x 30 = 7,500  บาท แค่นี้เอง ผมก็ได้ค่าเริ่มต้นพื้นฐานในการคิด โดยกำหนดให้
กระบอกแรกสุดเป็นแรงงานระดับล่าง มีความกว้างของกระบอกไม่มาก ส่วนกระบอกถัดไปจะมีอัตราความกว้างของ
กระบอกประมาณ 100 % เท่ากันทุกกระบอก อัตราความชันของเส้นกลางค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 50 เปอร์เซ็นต์กว่า ๆ ถ้าอยาก
เห็นภาพโครงสร้างกระบอกเงินเดือน ก็จะนำมาทำเป็นกราฟให้ดูตามภาพที่ 2

โครงสร้างเงินเดือน

ภาพที่ 2 – ตัวอย่างกระบอกเงินเดือนที่ปรับตามค่าแรงขั้นต่ำในอัตรา 250 บาท/วัน

จากทั้ง 2 ภาพที่ผมนำมาฉายให้ดูนี้ ลองดูแล้วกันครับว่าเมื่อนำมาเปรียบเทียบกับอัตราการจ่ายปัจจุบันในองค์กรของท่าน
มันใกล้เคียงหรือแตกต่างกันแค่ไหน มากกว่าหรือน้อยกว่าอัตราการจ่ายจริงที่เป็นอยู่ เมื่อมาคิดคำนวณแล้วมันเป็นต้นทุน
ที่เพิ่มสูงขึ้นกี่เปอร์เซ็นต์แล้วองค์กรของท่านมีความสามารถในการจ่าย หรือแบกรับต้นทุนนี้ได้หรือไม่ แนวทางการรับมือ
ต่อต้นทุนค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรที่เพิ่มสูงขึ้นนี้ จะทำอย่างไร นี่คือโจทย์ใหญ่ที่ผู้บริหารจะต้องเจอ ทันทีที่อัตราค่าจ้างขั้นต่ำ
มีผลบังคับใช้ ที่ทำมาให้ดูนี้เป็นอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ 250 บาท นะครับ ถ้าเป็นอัตราที่ 300 บาท/วัน มันก็จะสูงกว่านี้

บทวิเคราะห์

การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็นการขึ้นค่าครองชีพทางอ้อม เพราะถ้าคิดแบบเป็นวงจร หาความสัมพันธ์เชิงสาเหตุและผลลัพธ์ ก็คือ
เมื่อต้นทุนของผู้ประกอบการเพิ่มขึ้น สิ่งที่ตามมาก็คือ การขึ้นราคาค่าสินค้าและบริการ ทำให้ข้าวของแพงขึ้นอีก เมื่อไหร่ก็
ตามที่ต้นทุนเพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็น วัตถุดิบ น้ำมันเชื้อเพลิง ค่าขนส่ง ค่าแรง ฯลฯ ย่อมหนีไม่พ้นการพาเหรดขึ้นราคาของสินค้า
และบริการ รายได้ที่เพิ่มขึ้นก็เหมือนไม่ได้ขึ้น เพราะซื้อของได้น้อยอยู่ดี ในที่สุดก็เป็นไปตามทฤษฎีหลายสูงจนได้ สุดท้าย
ที่หนีไม่พ้นก็คือภาวะเงินเฟ้อในอัตราสูง ถ้าหากเจ้าของกิจการรายใดไม่มีความสามารถในการจ่าย ต้นทุนก็สูง ของก็ขายไม่ได้
เพราะราคามันแพง จนในที่สุดไม่สามารถแบกรับการขาดทุนได้อีกต่อไป ก็ต้องล้มเลิกเจ๊งกิจการกันไป เกิดปัญหาอัตราว่างงาน
ตามมาอีกระลอก ทำลายสถิติคนตกงานรอบใหม่

สรุป การขึ้นค่าแรงตามฤดูกาลเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องทำอยู่แล้ว เพียงแต่การบังคับให้ขึ้นอย่างพรวดพราดมันไม่สมควรทำ
สิ่งที่ควรทำคือ ทยอยขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่ก้าวกระโดด เพราะนักบริหารค่าจ้างเขารู้ดีอยู่แล้ว ว่าค่าจ้างแรงงานนั้น
สมควรจะเป็นเท่าไหร่ ระบบมันมีกลไกราคาตลาดอยู่ เพราะต้องยอมรับว่าในบางอุตสาหกรรมแรงงานขาดแคลน ดีมานด์
กับซัพพลายของปริมาณแรงงานมันเป็นตัวกำหนดที่ยืดหยุ่นอยู่แล้ว หากบริษัทไหนจ่ายค่าแรงไม่พอประทังชีพ แรงงาน
ก็พร้อมที่จะเคลื่อนย้ายไปสู่อุตสาหกรรมที่ขยายตัวสูง ในปัจจุบันแต่ละอุตสาหกรรมต่างก็แย่งกำลังคนกันอยู่แล้ว เพราะ
แรงงานสามารถเคลื่อนย้ายได้เสรี และมีเทิร์นโอเวอร์สูง อันเนื่องมาจากปัจจัยอื่น ๆ เช่น การย้ายจากภาคอุตสาหกรรมสู่
ภาคการเกษตรเพราะผลผลิตได้ราคาดี การย้ายถิ่นที่อยู่อาศัย การอพยพตามฤดูกาล  การส่งเสริมการศึกษา โรคระบาด
ฯลฯ อย่างไรก็ตาม การเพิ่มรายได้ที่เป็นตัวเงินเป็นเพียงส่วนหนึ่ง แต่อีกส่วนที่สำคัญที่น่าจะพิจารณาก็คือ สวัสดิการที่ไม่
ใช่ตัวเงิน และมาตรการลดภาระค่าใช้จ่ายและลดต้นทุนค่าครองชีพในครัวเรือน ซึ่งสิ่งเหล่านี้สามารถหาทางแก้ปัญหาได้
ถ้ามีความคิดสร้างสรรค์และคิดเป็นระบบ

About these ads
ข้อคิดเห็น
  1. sirikul พูดว่า:

    กำลังพยายามทำความเข้าใจ ตย.ที่อจ.ยกมาข้างต้น คำถาม คือ

    level ที่2 เริ่มต้นที่ 10,000,
    3เริ่มต้นที่ 15,000 …… ตามแนวนอนมีวิธีคิดออกมาเป็นตัวเลขได้อย่างไร

    ขอความรู้นี้เป็นวิทยาทานนะคะอจ.

    • goodeyeview พูดว่า:

      ตัวเลขในแต่ละระดับที่เพิ่มขึ้น เรากำหนดค่าที่เปลี่ยนแปลงไป เรียกว่า midpoint progress หรือ อัตราความก้าวหน้าของค่ากลางที่คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ ในตัวอย่างที่ทำมานี้มีค่าเฉลี่ยอัตราก้าวหน้าของค่ากลางอยู่ที่ประมาณ 50% กว่า ๆ เปรียบเสมือนความชันในการก้าวขึ้นบันไดแต่ละขั้น ถ้าความชันมาก จะมีเปอร์เซ็นต์สูง ก็แสดงว่าแต่ละระดับมีความห่างกันมาก ถ้าความชันน้อย ก็แสดงว่าแต่ละระดับมีเงินเดือนต่างกันไม่เท่าไหร่

  2. goodeyeview พูดว่า:

    ตอบคำถามครับ

    ที่ถามมาผมเข้าใจว่า ถ้าเรามีค่าเริ่มต้นของแต่ละระดับเราจะรู้ค่ากลางและเพดานของแต่ละระดับได้อย่างไร?
    คำตอบคือ เอาค่าต่ำสุด x ความกว้างของกระบอกที่เราต้องการ ก็จะได้สูตร min x range spead(%)
    ตัวอย่างเช่น ระดับ 2 เริ่มที่ 10,000 บาท อยากได้ความกว้างของเพดานเงินเดือน 100% แทนค่าแล้วจะได้
    = min x rs
    = 10,000 x 100%
    = 10,000 บาท (นี่คือค่าที่เพิ่มขึ้นมาจากค่าเริ่มต้นร้อยเปอร์เซ็นต์)
    ดังนั้น ก็จะได้เพดานเงินเดือนที่มีความกว้าง 100 % = 10,000 + 10,000 = 20,000 บาทนั่นเองครับ
    หรือพูดง่าย ๆ ก็คือ เพิ่มขึ้น 2 เท่าของค่าเริ่มต้นนั่นเอง สังเกตไหมครับ แต่ละระดับ ค่าต่ำสุดสูงสุดต่างกันเท่าตัว
    ทีนี้พอเรารู้ค่าหัว-ท้าย ค่าตรงกลางก็หาได้ไม่ยากแล้ว

    ไม่รู้จะตอบตรงคำถามหรือเปล่า ถ้ายังสงสัยก็ถามมาใหม่ได้นะครับ

  3. นู๋ พูดว่า:

    รบกวนถามหน่อยนะคะ ยังไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่ ค่ะว่า การตั้ง min ของแต่ละชั้นมาจากไหนคะ มีวิธีการคร่าวๆมั้ยคะ??

    • goodeyeview พูดว่า:

      การตั้งค่า min นั้นได้มาจากการที่ผมหาค่ากลางของแต่ละชั้นให้ได้ก่อน โดยกำหนดให้ค่ากลางแต่ละชั้นสูงขึ้นประมาณ 50 % ของชั้นก่อนหน้า ปรับให้เป็นตัวเลขกลม ๆ จะได้ดูง่าย พอได้ค่ากลางแล้ว ค่อยมาหาค่าสูง-ต่ำ ของแต่ละชั้น โดยที่ สมมติให้แต่ละชั้นมีกระบอกเงินเดือนยาว 100 % หรือค่า max จะเป็น 2 เท่าของค่า min นั่นเอง

      • goodeyeview พูดว่า:

        หรือถ้าจะเอาแบบไม่คิดอะไรมาก ก็เอาสูตรคำนวณไปแทนค่าเอาเลยครับ
        สำหรับ range spread หรือความยาวกระบอก 100 % ก็ใช้สูตรหาค่าขั้นต่ำของกระบอก

        min = (2 x mid)/3

        เช่น สมมติ ค่ากลางของกระบอกเป็น 15,000 ก็จะได้

        min = (2 x 15,000)/3

        = 10,000

        แต่ถ้า rs ไม่ใช่ 100% ก็ใช้สูตรนี้ไม่ได้นะครับ

  4. Araya พูดว่า:

    ขอตัวอย่าง การทำฐานเงินเดือนใหม่ หลังจากปรับค่าแรงขั้นต่ำได้ไหมคะ

  5. Araya พูดว่า:

    ต้องทำฐานเงินเดือนใหม่ส่งภายในสิ้นเดือนนี้ แต่ไม่มีความรู้เลยค่ะ

    ทำได้กี่แบบ และแบบไหนบ้างคะ

    • goodeyeview พูดว่า:

      ทำได้หลายแบบ เช่น ปรับเท่ากันหมด ปรับแบบขั้นบันได ปรับเป็นเปอร์เซ็นต์ ปรับแบบมีเงื่อนไข ฯลฯ
      โครงสร้างที่มีอยู่เป็นแบบใด แบบขั้น แบบแท่งกระบอกเงินเดือน แบบบรอดแบนด์ ฯลฯ
      ถ้าเห็นอัตราเงินเดือนที่จ่ายจริงให้กับพนักงานแต่ละระดับจะสามารถวิเคราะห์ได้คร่าว ๆ ว่าควรจะปรับโดยใช้วิธีไหน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นควรสร้างสมมติฐานหลายทางเลือก แล้วเปรียบเทียบกันดูว่า แนวทางไหนใช้เงินเท่าไรที่องค์กรรับไหวและยังสามารถจูงใจรักษาคนไว้ได้ แต่ขอเสนอแนะนิดนึงว่าให้ใช้โอกาสนี้พิจารณาให้ชัดเจนไปเลยว่าตำแหน่งไหนอยากจะเก็บไว้ ตำแหน่งไหนอยากจะรื้อใหม่ จัดระบบให้ดีไปเลย

  6. ดาร พูดว่า:

    การปรับเงินเดือนอยากให้ค่อยเป็นค่อยไปตามขั้นถ้าคนทำงานมานานกับคนที่เข้ามาใหม่ไม่ถึงปีปรับมาเป็นขั้นต่ำเท่ากันก็ไม่ยุติธรรมเท่าไหร่

    • goodeyeview พูดว่า:

      ใช่ครับ คนที่เพิ่งเข้ามาจังหวะที่ได้ปรับใหม่ก็เลยได้อานิสงส์ไป ส่วนคนเก่าก็คิดซะว่าได้ปรับตามน้ำไปบ้าง ไม่มากก็น้อย ดีกว่าไม่ได้อะไรเลย

    • ตุลย์ RMUTP พูดว่า:

      มีการปรับแบบ compression adjustment แปลเป็นไทยได้ความว่า “การปรับเงินเดือนแบบคลื่นกระทบฝั่ง” ครับ กล่าวคือ เราจะกำหนดว่าใครบ้างที่ได้รับผลกระทบจากการขึ้นค่าจ้างหรือเงินเดือน เช่น กรณีการปรับเงินเดือนสำหรับพนักงานเข้าใหม่เป็น 15,000 บาท พนักงานที่อยู่มาก่อนหน้านี้กี่ปี่แล้วที่ควรได้รับการปรับเงินเดือนตาม ในกรณีนี้สมควรปรับสูงกว่า 15,000 บาท แต่ควรจะเป็นจำนวนเท่าใดดี อันนี้มีสูตรในการคำนวณครับ

  7. ตุลย์ RMUTP พูดว่า:

    เสริมความเห็นคุณ goodeyeview ในวันที่ 21 ธ.ค. 2011
    สำหรับการหาค่า min โดยใช้ค่า RS กี่เปอร์เซ็นต์ก็ได้โดยใช้สูตร min = 2MP/((RS/100)+2) จะยืดหยุ่นกว่า
    ตัวอย่างเช่น
    RS = 50% และ mid = 15,000 บาท
    แทนค่าในสูตร
    min = 2*15,000/((50/100)+2) = 12,000 บาท

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s